ไม่เป็นไร

posted on 18 Dec 2007 21:16 by raia

 " ไม่เป็นไร  " เป็นเหมือนคีย์เวิดร์ ที่ลูกน้องของฉันใช้ประจำ  ทำให้ฉันรู้สึกเดือดดาลใจหลายครั้งแล้ว ก็ทำไมจะไม่ให้เดือดล่ะ   ให้คุณเธอจดรายงานการประชุมและเรียบเรียงให้เรียบร้อย  ก่อนเก็บใส่แฟ้ม  จนประชุมอีกครั้ง           หล่อนยังไม่ได้ทำเลย  พอทวงถาม หล่อนบอกว่ายังไม่เสร็จ..  อะไรนะ จะเดือนแล้วนะ  ทำอะไรอยู่ แล้วพรุ่งนี้ต้องนำเข้าประชุมรายงานผอ. จะทำทันไหม  ..หล่อนตอบว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวทำให้ ..แต่จนเย็นหล่อนก็ยังไม่ทำมาส่ง  อ้ายเราก็ยุ่งๆมัวแต่เตรียมเรื่องอื่น  หันหาหล่อนอีกที  ไม่เจอแล้ว  หล่อนกลับบ้านไปแล้ว ..อี๋..ฉุนกึกเลย โทรไปหา  หล่อนบอกว่ายังไม่เสร็จ  ไม่เป็นไร พรุ่งนี้จะมาแต่เช้าทำให้  แล้วหล่อนก็ทำเสร็จตอนฉันเข้าประชุมไปแล้วครึ่งชั่วโมง 

 มิใช่ครั้งเดียวที่เกิดเรื่องแบบนี้   หล่อนใจเย็นจริงๆ  ไม่เคยมีอะไรเร่งรัดสำหรับหล่อนสักเรื่องเดียว หลายครั้งฉันวีนใส่ว่าขอเถอะอ้ายคำว่าไม่เป็นไรของเธอเนี่ย  อย่าพูดได้ไหม  ฉันไม่ชอบ  แต่หล่อนก็ไม่เคยหยุดพูด

ที่จริงบุคลิกภาพของหล่อนเยือกเย็น  นุ่มนวล หากไม่ได้ร่วมงานกัน  ก็ดี  อยู่กับหล่อนแล้วสบายใจ  ไม่มีเรื่องให้เครียด  คุยแต่เรื่องกิน  มีแต่ของกิน  ใจกว้างด้วย  ซื้อของมาที่แจกกินทั้งแผนก  แล้วหล่อนก็อ้วนเผละ  และทุกคนก็เป็นมิตรกับหล่อน  อภัยให้หล่อนทุกครั้งที่หล่อนยื่นของกินให  แต่พอมาทำงานร่วมกัน  ฉันจะบ้าตายกับอาการเรื่อยเฉื่อยของหล่อน     ไม่มีเรื่องไหนเร่งด่วน  ไม่มีเรื่องไหนเคร่งเครียด  ยิ่งทำงานด้วยกันยิ่งรู้จักกันมาก  ยิ่งเห็นธาตุแท้  หล่อนกวนอารมณ์คนจริงจังอย่างฉันได้ดีทีเดียว ทำให้เรารู้สึกผิดเสมอที่มักทำหน้าเครียดตลอดเวลาทำงาน  เวลาเราเร่งงานหล่อน  หล่อนเดินหนีเฉยเลย  เป็นคนดื้อเงียบ  และดื้อนานทีเดียว  บางทีบางงานฉันต้องลงมือทำเอง 

แล้วฉันก็เรียนรู้หล่อนอย่างเงียบๆ  หล่อนหลีกเลี่ยงทุกเรื่องขัดแย้ง  หล่อนเลือกรับฟังรับรู้แต่เรื่องดีๆ  เหมือนโกหกตัวเอง ว่าหล่อนสุขสบายดี  วันหนึ่งฉันแอบเห็นหล่อนร้องไห้ในห้องน้ำ  แต่หล่อนออกจากห้องน้ำด้วยท่าทีที่กลบเกลื่อนด้วยการกินกิน และคุยกับคนโน้นคนนี้ 

ฉันขอให้หล่อนเข้าไปนั่งในที่ประชุมกับฉันและให้หล่อนช่วยพรีเซนต์งาน  หล่อนไม่ยอมทำ  อ้างโน่นอ้างนี่  และที่สุดหล่อนบอกว่าการพูดต่อหน้าคนเยอะๆทำให้หล่อนอยากร้องไห้  หล่อนควบคุมอารมณ์ไม่ได้

เราจึงมีโอกาสคุยกันเรื่องนี้  ฉันถามหล่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือ?

หล่อนเล่าว่าหล่อนเป็นลูกคนเล็ก มีพี่ชายพี่สาว ห้าคน  ที่คอยดูแลหล่อน  หล่อนไม่เคยทำอะไรเลย  ทุกอย่างพี่ๆจัดการให้หมด  แต่ทุกคนก็เหมือนมองข้ามหล่อนไป  หล่อนมีชีวิตที่เหมือนไม่มีใครใส่ใจ  ทุกอย่างจัดเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ ในบ้านไม่มีการพูดคุยหยอกเย้ากัน  แต่ก็ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกัน  พ่อแม่ก็ไม่ค่อยพูดเล่นกับลูกๆ  ไม่เคยดุไม่เคยด่า ไม่เคยว่ากล่าวสั่งสอนอะไร  เหมือนตามใจ จะทำอะไรก้ไม่มีใครว่า  ซึ่งก็น่าจะดี  แต่บรรยากาศในครอบครัวแบบนั้นทำให้หล่อนไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย  นอกจากกิน นอนและเรียนหนังสือ ชีวิตเรียบง่าย   ไม่มีอะไรหวือหวา  หล่อนก็เลยโตมาแบบไม่มีอะไรสำคัญสักอย่าง  ทุกอย่างรอได้  ทุกอย่างเรื่อยๆ  นอนเมื่อยก็ลุกไปกิน กินอิ่มก็ไปเที่ยวเล่น 

 แต่หล่อนไม่มีแฟน  ไม่มีครอบครัว  เคยมีคนมาขอ  แต่หล่อนไม่ตกลงเพราะกลัวลำบาก  กลัวต้องทำงานบ้าน กลัวมีลูก  กลัวถูกทิ้ง   หล่อนไม่กล้าไปอยู่กับคนอื่น  กลัวสูญเสียความสบาย

เจ้าชู้...

posted on 15 Oct 2007 19:18 by raia

ถาม ทำไมผู้ชายจึงเจ้าชู้

ตอบ มิใช่ผู้ชายทุกคนที่เจ้าชู้หรอกนะ  แต่มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เกิดนิสัยแบบนี้

  1 นิสัยถาวร ( สันดาน )

  2 พวกหลงตัวเอง  ประเภทนี้หน้าตาดี  สุขุม พูดน้อย พูดเพราะ  ทำซึมๆแต่ที่แท้ซุ่มๆ

 3 เห็นแบบอย่างในครอบครัว  อาจมีพ่อหรือแม่ที่เจ้าชู้

4 ประเพณีนิยม  มักเกิดกับผู้ชายประเภทมีกะตัง  ต้องมีสาวๆล้อมหน้าล้อมหลัง

5 โอกาส  มีไม่น้อยที่อ้างคำนี้เพื่อมีเมียหลายคน  ส่วนมากเป็นพวกที่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด  ห่างไกลเมีย

6  เพื่อนยุ  ประเภท กลัวเพื่อนว่าไม่แน่

 

มีเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง มีเมียที่เห็นเป็นตัวตนประมาณ 4 คน นอกนั้นคบแบบฉาบฉวย   ถามเขาว่ามีความสุขไหม  เขาบอกว่าก็ดี  เบื่อคนนี้ก็ไปหาคนนั้น  แต่ที่จริงแล้วเขาเพียงปลอบใจตัวเอง  เวลาเขาเมาจนควบคุมสติไม่อยู่  เขาชอบร้องไห้คร่ำครวญ  หาว่าไม่มีใครรักผมจริง 

ที่แท้ก็ประเภทหวานนอกขมใน  ขมขื่นแทบกระอัก  แต่ต้องทำฟอร์ม

แต่ก็ไม่แน่บางคนบริหารเสน่ห์เก่ง  ชั้นเชิงสูง  หรือบางคนเงินหนา  ก็มีสุขได้จริงไหมฮะ 

ผู้ชายนี่โชคดีจริงๆนะฮะ  

ไม่เคยเห็น

posted on 12 Oct 2007 19:24 by raia

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องผู้หญิงในที่ทำงานคนหนึ่งเชิญด้วยปากเปล่าให้ไปร่วมพิธีแต่งงานของเธอในวันเสาร์ของสัปดาห์นั้น

เรารับปากพร้อมกับความสนเท่ห์  ดูเธอไม่เหมือนเจ้าสาวที่กำลังจะเข้าพิธีที่สำคัญในชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่งเลย  เธอยังคงมาทำงานตามปกติทุกวัน

แต่ที่เรารู้กันก็คือเธออยู่แฟนฉันท์สามีภรรยามาสองปีกว่าแล้ว  แต่ยังไม่ได้ประกอบพิธีให้ถูกต้องตามประเพณีและทางกฏหมาย

แต่พ่อแม่ของฝ่ายชายและก็คงพ่อแม่ของเธอด้วยต้องการให้มีการจัดการอย่างถูกต้อง เธอและแฟนจึงต้องจัดการตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ

แล้วตัวเธอล่ะ   อย่างน้อยก็น่าจะมีการตระเตรียมเสื้อผ้า หรือชุดแต่งงาน  เตรียมซื้อของชำร่วย หรือแจกการ์ดเช่นงานแต่งงานทั่วไป  แต่นี่ราวกับว่ามันไม่ได้มีความสำคัญกว่าการบอกให้เราไปกินข้าวกลางวันร่วมกันสักมื้อกับครอบครัวของเธอ

ก็เลยรู้สึกแปลกๆ  

เราจึงหาโอกาศพูดคุยกับเธอ  ตามประสาคนช่างสงสัย 

"  ไม่มีอะไรมากหรอกพี่  แค่ทำตามที่ผู้ใหญ่ขอร้อง  ทำพิธีนิดหน่อยแล้วไม่ได้เชิญใครมากนอกจากพวกเรากันเอง  " เธอบอกแค่นี้และนัดให้เราไปพร้อมกันที่บ้านของเธอ

เราก็ไปตามนัด  บ้านของเธออยู่ในหมู่บ้านจัดสรร มีคนมาร่วมงานประมาณ 20 คนเห็นจะได้ มีพวกเราไปกัน 10 คน และพ่อแม่ญาติพี่น้องชายหญิงของเจ้าบ่าวอีก 8 คน และน้องสาวของเจ้าสาวอีกคนหนึ่งเท่านั้น

เจ้าสาวใส่ผ้าถุงผ้าไหมและเสื้อลูกไม้สีสันเข้ากัน  ฝ่ายชายใส่เสื้อผ้าไหมทรงไทย

พิธีก็ง่ายๆจริงๆมีการสวมแหวนและรดน้ำสังข์ โดยปู่ของฝ่ายชายเป็นผู้เริ่มต้น  แล้วก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน  ซึ่งมีขนมจีนน้ำยา น้ำพริกและข้าวเหนียวส้มตำกับไก่ทอด

ก็ดีนะ ง่ายๆเรียบๆดี  ขณะกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เราก็ถามเจ้าสาวว่าพ่อแม่ไม่มาด้วยหรือ  เจ้าสาวของเราบอกว่าพ่อแม่มากรุงเทพไม่เป็น  เดือนหน้าจะพาแฟนไปกราบ (  พ่อแม่ไม่รู้จักแฟน )

ไม่รู้ซีนะ  รู้สึกมันขัดๆอย่างไรไม่รู้กับเรื่องนี้  สมัยเราแต่งงาน  เรารู้สึกเป็นวันที่สำคัญที่สุดทีเดียว  แม้จะไม่ได้จัดพิธีใหญ่โตอะไร  แต่พ่อแม่พี่น้องทั้งของเราของเขามาร่วมยินดีกันพร้อมหน้า  ( เราเองก็อยู่ด้วยกันมาก่อน )

รู้สึกเป็นเกียรติแก่ตัวเอง แก่พ่อแม่ที่ให้กำเนิด  เหมือนเราได้บรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์และได้เปิดเผยให้ทุกคนได้รับรู้และร่วมเป็นสักขีพยาน รู้สึกภูมิใจในตัวเองและสามีที่ทำให้เราได้มีวันนี้ 

แม้ชีวิตคู่ที่ผ่านมามันจะลุ่มๆดอนๆ  หรือมีปัญหาระหว่างกัน   แต่การรำลึกถึงวันที่เรานั่งเคียงกัน  สวมแหวนให้แก่กัน  ประกาศความเป็นคู่ชีวิตต่อหน้าสักขีพยาน  สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนสติให้เรารู้จักอดทน  ข่มใจ รอมชอม  ให้อภัย  ยอมรับ เป็นกำลังใจให้กัน ร่วมมือร่วมใจกันดูแลครอบครัวต่อไป และที่สำคัญเราทิ้งกันไม่ได้ 

การแต่งงานอย่างถูกต้อง สมเกียรติ จึงเหมือนเป็นกรอบล้อมรอบชีวิตคู่ของเรา  ไม่ว่ามันจะโย้เย้ไปตามกาลเวลา แต่มันก็ยังอยู่และจะอยู่ไปตลอดชีวิต

น้องสาวคนนี้ไม่คิดอย่างเรา  เธอเหมือนไม่เห็นความสำคัญของตนเอง  ยังไงก็ได้  อะไรก็ได้  หากใครว่าดี  ใครชอบก็จะทำตามใจเขา  ไม่ให้มีความขัดแย้งกัน  เราได้มีโอกาศพูดคุย กับเธอในฐานะอาวุโสกว่า  เธอก็บอกเล่าตามจริงว่า  ไม่เคยคิดจริงจังกับผู้ชายคนนี้เลย  แต่ก็ไม่เคยมีใครอื่นในชีวิต   อย่างไรก็เป็นภรรยาเขาตามพฤตินัยอยู่แล้ว  จะแต่งหรือไม่แต่งก็ไม่แตกต่าง "  วันไหนเบื่ออยากเลิก  หนูก็จะไปจากเขา "

ง่ายๆดีเนอะ  ชีวิตของคนรุ่นใหม่หรือเปล่านะเนี่ย .....

 

 

edit @ 14 Oct 2007 20:20:18 by mam

edit @ 14 Oct 2007 20:22:46 by mam

edit @ 14 Oct 2007 20:23:44 by mam